ตลาด-สหกรณ์ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจไทยมั่นคง

ตลาด-สหกรณ์ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจไทยมั่นคง

ตลาด-สหกรณ์ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจไทยมั่นคง

 

เมืองไทยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ปรากฏว่า…การเกษตรและสหกรณ์ทั้งระบบ ไม่เพียงไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ อย่างที่ควรจะเป็น บางครั้งในบางช่วงเวลา กลับถูกทำร้ายและทำลาย ทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก “ผู้ถืออำนาจรัฐ” ที่ถูกบงการและชักใยจาก “อำนาจพิเศษ” โดยกลุ่มทุนผูกขาดขนาดยักษ์

อาการ “ง่อยเปลี้ยเสียขา” หรือ “โตไม่เป็น” ของทั้งการเกษตรและสหกรณ์จึงเป็นอย่างที่เห็นกัน!

เมืองไทยไม่มีกระทรวงรถยนต์ กระทรวงแบงก์ กระทรวงค้าปลีก กระทรวงอสังหาริมทรัพย์และก็ไม่มีกระทรวงโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ แต่กลับปรากฏว่า…อุตสาหกรรมและธุรกิจเหล่านี้ กลับเติบโตและเข้มแข็ง จนอาจรุกรานไปยังอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ โดยมี…คนในระบบการเกษตรและสหกรณ์ เป็น “เหยื่อ” ถูกเอารัดเอาเปรียบ มากมายและต่อเนื่องยาวนาน

“ทีมข่าวเศรษฐกิจ” สำนักข่าว ThaiBCCnews เห็นข่าวที่กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ โดยหวังจะพัฒนาตลาดหลายรูปแบบ เพื่อเป็นกลไกขยายช่องทางจำหน่ายให้ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชนและท้องถิ่น ด้วยหวังจะยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการ “จับมือ”หน่วยงานพันธมิตรพัฒนาเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ค้ารายย่อยในชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการ 4.0

อย่างที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.กระทรวงพาณิชย์ บอกไว้นั่นแหละ เป้าหมายคือ…ต้องการจะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขเป็นสำคัญ ส่วนจะทำได้จริงแค่ไหน? กาลเวลาและผลลัพธ์ที่ปรากฏจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทราบเอง

“ทีมข่าวเศรษฐกิจ” เองให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เพราะรู้ดีว่า…การจะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ จะต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนฐานหลักของประเทศ นั่นคือ กลุ่มเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน รวมถึงมนุษย์เงินเดือนทั่วไป คนกลุ่มนี้…มีมากถึงร้อยละ 70-80 ของคนไทยทั้งประเทศ

หากคนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่มีรายจ่ายลดลง แม้ว่าเงินบางส่วนจะถูกเก็บไว้เป็นทุนรอนเพื่ออนาคต แต่เงินส่วนใหญ่จะถูกจับจ่ายใช้สอยไปกับการบริโภค ทั้งในรูปของสินค้าและบริการ ซึ่งเงินในส่วนนี้จะต้องหมุนเวียนอยู่ในระบบ และมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้รัฐบาล สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน

การทำให้รายจ่ายของคนไทยลดลง ด้วยการสร้างตลาดชุมชน หรือแม้กระทั่งสร้างร้านค้าสหกรณ์ท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เพื่อหาสินค้าที่หลากหลายและมีราคาเหมาะสม รวมถึงเป็นแหล่งที่ทำให้ “ผู้ผลิตพบผู้บริโภค” ได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหลายๆ พื้นที่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในวันหยุดของนักท่องเที่ยวต่างถิ่น สร้างเม็ดเงินและรายได้มหาศาลให้กับชุมชนนั้นๆ กันไปแล้ว

ขอเพียงแค่…อย่าได้ “รูปหน้าปะจมูก” หรือทำเพียง “ไฟไหม้ฟาง” เป็นอันขาด…เท่านั้นพอ!!!

หากคนไทยได้เห็นตัวเลขกำไรของห้างค้าปลีกขนาดยักษ์ ทั้งที่เป็นของนายทุนไทย และทุนข้ามชาติ อาจต้องตกใจ! เพราะแต่ละปีพวกเขาฟันยอดขายรวมกันมากกว่า 3.2 แสนล้านบาท คิดเป็นผลกำไรที่เอาออกไปจากกระเป๋าเงินของคนไทย แล้วบางส่วนส่งกลับไปยัง “ประเทศแม่” รวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

นี่แค่เฉพาะยอดขายและผลกำไรของ 2 ห้างยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในแต่ละปี หากนับย้อนหลังไปเมื่อ 10-20 ปีก่อนล่ะ ตัวเลขทั้งยอดขายและกำไรจะมากมายสักเพียงไหน

ที่สำคัญ แนวโน้มของสินค้าวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป หรือแม้แต่สินค้าสินค้าอุตสาหกรรมห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่เหล่านี้ มักจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพิ่มความเสียดุลการค้าทางอ้อมให้กับเมืองไทยไปเสียอีก

ถึงเวลาแล้วที่ รัฐบาลไทย ไม่เฉพาะแค่กระทรวงพาณิชย์ แต่กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะต้องหันมาให้ความสำคัญและความสนใจต่อการสร้างตลาดชุมชน และสหกรณ์ชุมชน อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ทั้งต่อคนไทย เมืองไทย และระบบเศรษฐกิจไทย เอง

                                                                                                                        ทีมข่าวเศรษฐกิจ

You may also like

วิทยาลัยนานาชาติ มจพ. เปิดรับสมัคร โครงการคัดเลือกตรง  TCAS2 ประจำปี 2567

วิทยาลัย