ฝ่ายหนึ่งทุ่มนโยบายหาเสียง อีกฝ่ายต่อรองเพื่อเพิ่มกำไร

ฝ่ายหนึ่งทุ่มนโยบายหาเสียง อีกฝ่ายต่อรองเพื่อเพิ่มกำไร

 

ฝ่ายหนึ่งทุ่มนโยบายหาเสียง

อีกฝ่ายต่อรองเพื่อเพิ่มกำไร

 

            แคมเปญ โปรโมชั่น “ลด แลก แจก แถม” ช่วงท้ายๆ ของรัฐบาล คสช. ที่หลังปรับเป็น “ครม.ประยุทธ์ 5” แล้วมอบอำนาจการตัดสินใจในการเดินเกมนโยบายเศรษฐกิจให้กับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ไปคนเดียวเต็มๆ เริ่มจะหันกลับลำ 180 องศา เปลี่ยนจากที่เคยทุ่มสนับสนุน ทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยังกลุ่มเจ้าสัวขนาดใหญ่ ด้วยหวังจะเห็น…คนรวยอุ้มคนจน สุดท้าย…กลายเป็น เจ้าสัว ซีกคนรวย กลับขนเงินไปลงทุนในต่างแดนกันเป็นว่าเล่น นับรวมเฉพาะรายใหญ่ที่เห็นจากข่าว มีไม่น้อยกว่าครึ่งแสนล้านบาท

            มาคราวนี้ นายสมคิด และรัฐบาล คสช. หันทิศมาโฟกัสเอาที่คนจน ซึ่งเป็นฐานหลักเชิงปริมาณใหญ่สุดของประเทศไทย เริ่มจาก…ลงทะเบียน และมอบบัตรคนจน จนถึงออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเป็นรายเดือน ผ่านโครงการร้านค้าประชารัฐ นัยว่าเม็ดเงินที่รัฐบาล คสช. ทุ่มให้ในรอบท้ายๆ นี้ ไม่ว่ามันจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ กระทั่งคลายปมปัญหาปากท้องของชาวบ้านได้หรือไม่?และจะส่งผลต่อวงล้อการหมุนของระบบเศรษฐกิจในประเทศหรือเปล่า? แต่ที่แน่ๆ พวกเขาหวัง “เข้าไปนั่งในหัวใจของคนจน” ที่มีรวมกันกว่าร้อยละ 80 ของประเทศนี้

            กับเป้าหมายที่จะให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่า…หากจะให้โครงการนี้สัมฤทธิ์ผล กระทั่งประเทศไทยไร้คนจนจริงๆ คนไทยก็คงต้องให้โอกาสคนกลุ่มนี้ กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง ตามวิถีทางของระบบประชาธิปไตย ล่าสุด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.กระทรวงการคลัง ประกาศคลอดโครงการสร้างอาชีพให้ผู้มีรายได้น้อย ดีเดย์ 1 ก.พ.นี้ โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า…คนจนที่มาลงทะเบียนสูงถึง 11.4 ล้านคนนั้น อย่างน้อยร้อยละ 25 หรือราว 2.85 ล้านคน จะต้องหลุดพ้นจากใต้เส้นความยากจนลงอย่างแน่นอน

            คิดได้ แต่จะทำได้หรือไม่? และมีเวลาเหลือมากพอจะดำเนินการได้ทันหรือเปล่า? ทีมข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าว ThaiBCC.news ขอลุ้นเอาใจช่วย ทั้งที่ลึกๆ ในใจ อดคิดไม่ได้ว่า…เวลาที่ผ่านมากว่า 3 ปี รัฐบาล คสช. มัวไปทำอะไร? มาเร่งเอาในช่วงท้ายๆ ของรัฐบาลอย่างนี้…อย่าว่าแต่จะทำให้คนไทยหายจนเลย แค่ไม่ทำให้คนจนพุ่งจากยอดเดิม 11.4 ล้านคน ก็เป็นบุญของคนไทยและประเทศไทยแล้ว

            ล่าสุด กับอีกแคมเปญ โปรโมชั่น หลังนายสมคิด ได้รับไฟเขียวจาก “ครม.ประยุทธ์ 5” ให้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกวันละ 5-22 บาท เริ่ม 1 เม.ย.นี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำไว้ที่วันละ 300 บาท ผลที่มีให้เห็นตามมาก็คือ ราคาสินค้าจ่อขึ้นไปดักรอล่วงหน้ากันแล้ว แม้กระทรวงพาณิชย์จะสั่งห้าม 100 บริษัทผู้ผลิตชั้นนำไม่ให้ขึ้นสินค้า และจะใช้มาตรการเด็ดขาดเล่นงานกับกลุ่มพ่อค้าหน้าเลือด กระนั้น ก็พร้อมเปิดช่องให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้าอีกที หลัง 1 เม.ย.เช่นกัน

            แต่ระหว่างนี้…กลุ่มก้อนในภาคเอกชน อย่าง…กกร. หรือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต่างก็เปิดหน้าคัดค้านนโยบายนี้ไปแล้ว

            แน่นอนว่า…การคัดค้านก็ไม่มีผลอะไร และทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐ และ กกร. ต่างก็รู้อยู่เต็มอกว่า…คงต้องปล่อยให้นโยบายหาเสียง เอ้ย! ช่วยเหลือคนจนเดินหน้ากันต่อไป แต่ที่ กกร.ต้องเปิดหน้าจัดแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้า นั่นเพราะว่า…พวกเขากำลังจะต่อรองอะไรบางอย่างจากรัฐบาล ทั้งเรื่องมาตรการส่งเสริมการลงทุน การปรับลดอัตราภาษีในทุกระบบ และอื่นๆ อีกมากมาย นั่นเอง

 

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

สำนักข่าว ThaiBCC.news

 

 

You may also like

Funding Societies เดินหน้ารุก ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่ม 2 พันล้านบาท อัพพอร์ตสินเชื่อ โตทะลุ 30%

Funding