ยุทธศาสตร์ “รมต.ยักษ์” เดินตามในหลวง ร.๙ เพื่อความยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ “รมต.ยักษ์” เดินตามในหลวง ร.๙ เพื่อความยั่งยืน

 

ยุทธศาสตร์ “รมต.ยักษ์”

เดินตามในหลวง ร.๙ เพื่อความยั่งยืน

 

            “คน ดิน น้ำ และเมล็ดพันธุ์พืช” คือ ที่สุดแห่ง “ปัจจัยหลัก” อันเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่ทุกคนทุกฝ่ายในประเทศไทย จำต้องยึดหลักการ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อใช้เป็น “ธงนำ” นับจากนี้ไป…

            ข้างต้นนั้น คือ สรุปความคิดรวบยอดที่ “รมต.ยักษ์” หรือ คุณวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน “ครม.ประยุทธ์ 5” ขึ้นกล่าวบนเวทีงานเลี้ยงสังสรรค์…สานสัมพันธ์ ประจำปี 2561 ของชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อค่ำคืนของกลางสัปดาห์ที่แล้ว

            พูดเป็นนัยว่า…สิ่งนี้ คือ นโยบายที่ “รมต.ยักษ์” หวังจะนำมาใช้กับหน่วยงานในการกำกับดูแลทั้ง 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย…งานพระราชดำริ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ต้นทาง คือ เรื่องน้ำ…2 หน่วยงาน…กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เรื่องดิน…น้ำดีดินต้องดี มีหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบ 2 หน่วย กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องคน…กลุ่มเกษตรกรองค์กรเกษตรกร 2 หน่วย ได้แก่ กรมส่งเสริมเกษตรกร กรมการตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึง…กรมหม่อนไหม และอีก 3 องค์กรมหาชน ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาวิจัยการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

            ย้อนหลังกลับไปดูบทบาทของ รมช.กระทรวงเกษตรฯ ท่านนี้ สมัยที่ยังได้ชื่อว่าเป็นแค่ “อ.ยักษ์” ในฐานะประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ที่ “อ.ยักษ์” ได้นำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง กันดาร เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น กระทั่ง พื้นที่ราว 60 ไร่ในอดีต ได้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเกษตรผสมผสาน และถูกพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรที่ยั่งยืน ก่อนขยายผลสู่เครือข่ายทั่วประเทศในวันนี้

 

            ถือได้ว่า…พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ส่งให้ “เลขานายกฯ” อย่าง…พล.อ.วิลาศ อรุณศรี มาเจรจาติดต่อและทาบทาม เพื่อให้ “รมต.ยักษ์” มาทำภารกิจสำคัญตรงนี้ เลือกใช้คนได้ “ถูกคน ถูกงาน และถูกที่” มากที่สุดครั้งหนึ่ง

            แต่สำหรับผม คิดว่า…เสียอย่างเดียว คือ “ไม่ถูกเวลา” เพราะการของ “รมต.ยักษ์” พร้อมกับเพื่อน รมต.หน้าใหม่ ทั้งหลายในช่วงท้ายของ “รัฐบาลประยุทธ์” ที่หลายคนปรามาสว่าเป็น “ห้วงขาลง” ด้วยซ้ำนั้น…มาช้าเกินไป

            บางคนถึงกับ “ฟันธง” ด้วยว่า…การมาของ “รมต.ยักษ์” เป็นเพียง “เครื่องประดับชิ้นสวยงาม ของสุภาพสตรีที่ป่วยเป็นโรคร้าย ใกล้วายชีวา” ก็ว่ากันไป…

            แต่ที่ผมมีโอกาสขึ้นไปบนเวที และสัมภาษณ์ “รมต.ยักษ์” แล้ว ดูเหมือนว่า…ท่านเองก็รู้ในข้อกังวลและเป็นห่วงของผองมิตร กระนั้น ด้วยความเป็น “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” และหวังจะพลิกฟื้นผืนดินและนาไร่ ให้กลายมาเป็น “แผ่นดินทอง” ด้วยหวังอยากจะเห็นเกษตรกรไทย ได้น้อมนำเอา…ศาสตร์พระราชา มาแก้ปัญหาของตัวเอง ครอบครัวและชุมชน เพื่อให้ก้าวพ้นจากความจนอย่างยั่งยืน

            ก่อนทิ้งท้าย ด้วยการประกาศให้พวกเราในวันนั้น ได้ยินไปพร้อมๆ กันว่า….คน ดิน น้ำ และเมล็ดพันธุ์พืช คือสิ่งสำคัญที่สุด หากบูรณการสิ่งเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมได้ “ป่า” อันเป็นต้นทางของทุกสรรพสิ่ง ก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนเช่นกัน และแน่นอนว่า…หากเกษตรกรไทยทุกคน เดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ไม่มีวันที่พวกเขาจะมิอาจอยู่รอดปลอดภัยได้ในทุกสถานการณ์ที่เลวร้าย ทั้งของวันนี้และวันต่อไป

 

You may also like

“ดร.มนพร”หนุนเครือข่ายภาคประชาชน เปิดอบรมเครือข่ายอาสาวารี รุ่นที่ 44 นครพนม บูรณาการความปลอดภัยทางน้ำ สร้างสุข สร้างรอยยิ้ม

“ดร.มนพร