เงินบาทพลิกแข็ง-หุ้นไทยขยับขึ้นต่อเนื่อง ติดตามผลประชุม กนง.-สถานการณ์จีน-สหรัฐและไต้หวัน

เงินบาทพลิกแข็ง-หุ้นไทยขยับขึ้นต่อเนื่อง ติดตามผลประชุม กนง.-สถานการณ์จีน-สหรัฐและไต้หวัน

เงินบาทพลิกแข็ง-หุ้นไทยขยับขึ้นต่อเนื่อง

ติดตามผลประชุม กนง.-สถานการณ์จีน-สหรัฐและไต้หวัน

                                                ………………………………..

•             เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 35.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ตลาดในประเทศรอติดตามผลการประชุมกนง. ในวันที่ 10 ส.ค. นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของไทย

•             หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาปิดเหนือ 1,600 จุด รับสัญญาณชะลอขนาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ประกอบกับยังคงมีแรงซื้อต่อเนื่องในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและไฟแนนซ์

                                                ………………………………..

สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท

                เงินบาทพลิกแข็งค่าผ่านแนว 36.00 ไปแตะระดับ 35.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน โดยเงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ตามภาพรวมของสกุลเงินในเอเชียท่ามกลางสัญญาณตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องไต้หวัน ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงประคองจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายที่ให้ความเห็นว่า ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังคงต้องปรับขึ้นต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดีเงินบาทพลิกแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงตามการย่อตัวของบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ            

                นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมก่อนการประชุมกนง. ในวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งถูกคาดหมายว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย หลังจากดอกเบี้ยทรงตัวที่ระดับ 0.50% ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพ.ค. 2563  

                ในวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. 2565 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.57 (หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 35.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ) เทียบกับระดับ 36.81 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพุธก่อนหน้า (27 ก.ค.) ขณะที่ระหว่างวันที่ 1-5 ส.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 4,125 ล้านบาท ขณะที่มีสถานะเป็น NET OUTFLOW ออกจากตลาดพันธบัตร 1,074 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 6,737 ล้านบาท แต่มีตราสารหนี้ที่หมดอายุ 7,811 ล้านบาท)

                สัปดาห์นี้(8-12 ส.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 35.00-36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณดอกเบี้ยของไทยจากผลการประชุมกนง. วันที่ 10 ส.ค. ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนในประเด็นไต้หวัน และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองของผู้บริโภคเดือนส.ค. (เบื้องต้น) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.ค. ของจีน อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดปล่อยกู้สกุลเงินหยวนด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

                ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ SET Index ดีดตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% และส่งสัญญาณชะลอขนาดการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงสั้นๆ ในเวลาต่อมาท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและจีนในประเด็นไต้หวัน หุ้นไทยกลับมาทยอยปรับตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับประเด็นสหรัฐฯ-จีน ประกอบกับมีแรงซื้อต่อเนื่องในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและไฟแนนซ์เข้ามาช่วยหนุน      

                ในวันศุกร์ (5 ส.ค.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,601.09 จุด เพิ่มขึ้น 1.57% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 64,109.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 5.41% มาปิดที่ 612.89 จุด    

                สำหรับสัปดาห์นี้(8-12 ส.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,580 และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,620 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (10 ส.ค.) ผลประกอบการงวด 2Q/65 ของบริษัทจดทะเบียนใน ตลท. รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค. ของจีน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น ตลอดจนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ของยูโรโซน

 

You may also like

“โลตัส”ฉลอง 28 ปี ตอกย้ำผู้นำวงการค้าปลีกสมัยใหม่ โหมรุก New SMART Retail ลุยเปิดสาขา next generation รูปแบบใหม่

“โ