“โกลวี่”ชูจุดแข็งผลิต”คาร์ซีท”มาตรฐานสากล ดันสินค้าแม่และเด็กสัญชาติไทยตีตลาดโลก

“โกลวี่”ชูจุดแข็งผลิต”คาร์ซีท”มาตรฐานสากล ดันสินค้าแม่และเด็กสัญชาติไทยตีตลาดโลก

“โกลวี่”ชูจุดแข็งผลิต”คาร์ซีท”มาตรฐานสากล

ดันสินค้าแม่และเด็กสัญชาติไทยตีตลาดโลก

        GLOWY (โกลวี่) แบรนด์สินค้าแม่และเด็กสัญชาติไทย เผย 2 โอกาสสำคัญขยายการเติบโตอย่างมีศักยภาพ จากจุดแข็งการผลิตสินค้ามาตรฐานคาร์ซีท ECE R44/04, ECE R129 (i-Size) ครอบคลุมทุกโจทย์กฎหมายประเทศไทย และโอกาสในการแสดงคุณภาพสินค้าไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแม่และเด็กระดับโลก “Kind + Jugend ASEAN 2023” พร้อมมุ่งรักษาคุณภาพสินค้า-ให้ความรู้ผู้บริโภค-รักษาความสัมพันธ์คู่ค้า เป็นหลักในการดันบริษัทโต ตั้งเป้ายอดขาย 10% ในปี 2566

ภญ.ดร.ณัฎฐพร บูรณะบุญวงศ์ กรรมการบริษัท โกลวี่ สตาร์ จำกัด กล่าวถึงจุดตั้งต้นของแบรนด์สินค้าเด็กสัญชาติไทยอย่าง ‘GLOWY’ ว่าบริษัทเริ่มต้นขึ้นในปี 2553 พร้อม ๆ กับช่วงเวลาที่มีลูกคนแรก ก่อนเริ่มศึกษาสินค้าในตลาดทั้งกลุ่มแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานมักเป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีราคาแบรนด์ดิ้งค่อนข้างสูง ทำให้มองเห็นถึงช่องว่างในการสร้างแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคชาวไทยทั้งด้านราคาและคุณภาพ โดยเริ่มจากการทำเปลเด็ก Playpen จนในปัจจุบัน บริษัทมีสินค้ารวมกว่า 130 SKUs และกว่า 30% ในจำนวนนี้คือคาร์ซีท ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

เราไม่ได้คิดที่จะนำแบรนด์นอกเข้ามาขาย เพราะคงทำอะไรกับเรื่องราคาไม่ได้มาก เราเลยมุ่งคิดในแง่มุมของการหาแหล่งผลิตแทน โดยในยุคนั้นสินค้าเด็กในไทยยังไม่มีการบังคับใช้มาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงตั้งหลักในการเลือกทำสินค้าไว้ 3 ข้อ คือหนึ่งสินค้าต้องผ่านมาตรฐานที่วัดได้แบบสากล สอง เมื่อมาตรฐานได้แล้วคุณภาพก็ต้องอยู่ในระดับที่ดีด้วย และสาม คือเรื่องราคาที่เป็นโจทย์หลักมาตลอด เราต้องการให้สินค้าเป็น  Affordable Luxury คือต้องเข้าถึงได้ในราคาไม่แพง โดยมีการเลือกสรรผู้ผลิตที่ละเอียดอย่างมากทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสั่งสินค้าตัวอย่าง การไปตรวจดูโรงงาน-ดูเกณฑ์การทดสอบสินค้า รวมถึงทำการทดลองสินค้าด้วยตัวของเราเอง”

ปัจจุบัน โกลวี่มีแหล่งผลิตคาร์ซีทหลักอยู่ในประเทศจีน รวม 4 โรงงาน โดยแต่ละโรงงานมีจุดแข็งที่ต่างกันออกไป ทำให้บริษัทสามารถเลือกต่อยอดแต่ละจุดแข็งมาพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สุด เช่น คาร์ซีทที่เป็นสินค้าหลักมีการรับรองด้วยมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพของโรงงานผลิต ISO 9001 รวมถึงมาตรฐานเฉพาะของคาร์ซีทอย่าง ECE R44/04 และมาตรฐานใหม่ล่าสุดอย่าง ECE R129 (i-Size) ที่นับได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการรองรับกับ ‘กฎหมายคาร์ซีท’ โดย ภญ.ดร.ณัฎฐพร เสริมว่า สำหรับมาตรฐานคาร์ซีทในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับ มีเพียงมาตรฐานทั่วไป ซึ่งประกาศโดยสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) คือ มอก. 3187-2564 เรื่อง ระบบยึดเหนี่ยวผู้โดยสารเด็กขั้นสูง ENHANCED CHILD RESTRAINT SYSTEMS (ECRS) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อ้างอิงมาจาก ECE R129 ในอนาคตน่าจะมีการประกาศมาตรฐานอื่น ๆ เพิ่มเติม ส่วนจะประกาศเป็นมาตรฐานบังคับหรือไม่นั้น ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา

“ถ้าเรามองจริง ๆ การคาดเข็มขัดนิรภัยบนรถจะช่วยเซฟอุบัติเหตุได้จากการคาดผ่านจุดปลอดภัยของร่างกาย ตรงกระดูกเชิงกราน-กระดูกไหปลาร้า แต่เวลาที่เด็กคาดเข็มขัดจะไปโดนหน้าโดนคอแทน จึงทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องยึดเหนี่ยวด้วยอุปกรณ์อื่นแทน ซึ่งก็คือคาร์ซีท และหลังจากที่กฎหมายคาร์ซีทเริ่มต้นใช้ในประเทศไทย เราก็ได้ผลักดันบริษัทในจุดนี้ด้วย ทั้งการผลิตสินค้าตามมาตรฐาน รองรับเด็กได้ถึงน้ำหนัก 36 กิโลกรัม หรือความสูง 150 เซนติเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับเด็ก 12 ขวบ และครอบคลุมตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเด็กโต รวมถึงมีการพยายามให้ความรู้ โดยทำกิจกรรมร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล”

ภญ.ดร.ณัฎฐพร ยกตัวอย่างการเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสม โดยอิงจากปัจจัยสำคัญ 3 ข้อ ข้อแรกดูที่ตัวเด็ก พิจารณาตามช่วงน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ ว่าเหมาะกับผลิตภัณฑ์แบบไหน ข้อสองดูที่รถที่ใช้ โดยพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับระบบติดตั้งภายในรถยนต์ทั้ง 2 ระบบ คือระบบติดตั้งด้วยเข็มขัดนิรภัยสามจุดและระบบ ISOFIX และสุดท้ายคือดูวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง โดยพิจารณาท่านั่งของเด็กเล็ก ให้หันหน้าเข้าหาเบาะระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 15 เดือน ซึ่งเป็นท่านั่งมาตรฐานที่ปลอดภัยที่สุดจากการมีพนักพิงของคาร์ซีทเป็นตัวรองรับการกระแทก หรือในกลุ่มเด็กช่วงอายุ 4-12 ขวบ สามารถใช้เบาะนั่งเสริมความปลอดภัยในรถยนต์ หรือ Booster Seat เป็นทางเลือกได้เช่นกัน

ทั้งนี้ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์คาร์ซีท ที่มีสัดส่วนสินค้าราว  30% โกลวี่ยังมีสินค้าในกลุ่มของเตียงเด็ก รถเข็น เป้อุ้มเด็ก หมอนคนตั้งครรภ์ อุปกรณ์ให้นม และกลุ่มเครื่องมือแพทย์ Home Use ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน โดยสินค้าทั้งหมดมีช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในช่องทางออนไลน์บนมาร์เก็ตเพลส เช่น ลาซาด้า, ช้อปปี้ รวมถึงช่องทางออฟไลน์ ในห้างสรรพสินค้าเครือเดอะมอลล์, พารากอน, เอ็มโพเรียม, ร้าน Baby Loft ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลระยองและอุดรธานี และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ อีกทั้งในปี 2566 นี้ โกลวี่มีแผนจะสร้างการรับรู้ออกสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมงานแสดงสินค้า “Kind + Jugend ASEAN 2023” ในวันที่ 5-8 เม.ย. 2566 นี้ ณ ไบเทค บางนา

“Kind + Jugend คืองานแสดงสินค้าแม่และเด็กที่ได้รับการยอมรับอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเมื่ออีเวนต์นี้เข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย ก็นับเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศมากขึ้น ที่สำคัญคือได้ผลักดันให้อุตสาหกรรมสินค้าแม่และเด็กไทยเกิดการพัฒนา ไม่หยุดอยู่ที่การแข่งขันด้านราคาอย่างเดียว โดยโกลวี่จะใช้โอกาสในงานศึกษาทิศทางของอุตสาหกรรมในตลาดสากล รวมถึงมีการจัดแสดงคาร์ซีทรุ่นที่ดีที่สุด อย่าง ‘I-Orbitta’ ที่ได้รับรองมาตรฐานใหม่ของยุโรป ECE R129 (i-Size) เพื่อเป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้าสัญชาติไทยออกสู่สายตาชาวโลก”

ภญ.ดร.ณัฎฐพร ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายของบริษัทในปี 2566 โดยโกลวี่มีแผนจะเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคาร์ซีท รถเข็น เตียงเด็ก รวมถึงกลุ่มเครื่องมือแพทย์ และตั้งเป้าให้บริษัทเติบโตในตลาดในประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักไม่น้อยกว่า 10% จากยอดขายรวมเมื่อปี 2565 ที่ประมาณ 60 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทจะยังรักษาสัดส่วนยอดขายออนไลน์ให้คงที่ที่ 20% เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าต่อเนื่อง “เราพยายามรักษาสมดุลในทุกช่องทางจำหน่าย ไม่มีการอัดโปรโมชั่นหนักทางออนไลน์เพื่อดึงยอดขายคนเดียว มีการควบคุมราคาเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกับตัวแทนจำหน่าย เพราะเราคิดว่าคู่ค้าก็คือคนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ดีมาตลอด 13 ปี”

You may also like

“ดร.มนพร”หนุนเครือข่ายภาคประชาชน เปิดอบรมเครือข่ายอาสาวารี รุ่นที่ 44 นครพนม บูรณาการความปลอดภัยทางน้ำ สร้างสุข สร้างรอยยิ้ม

“ดร.มนพร