โลกเปลี่ยนสู่ยุค “New Normal”แต่นักการเมือง(บางส่วน)ยังมีนิสัยถาวร”Old Normal”  

โลกเปลี่ยนสู่ยุค “New Normal”แต่นักการเมือง(บางส่วน)ยังมีนิสัยถาวร”Old Normal”  

โลกเปลี่ยนสู่ยุค "New Normal"แต่นักการเมือง(บางส่วน)ยังมีนิสัยถาวร"Old Normal"   

นายจักรยาน

          เส้นกราฟของผู้ติดเชื้อ "ไวรัสโควิด-19"ในประเทศไทยลดลงเหลือตัวเลขหลักเดียวมาหลายสิบวัน บางวันก็ไม่มีผู้ติดเชื้อให้คนไทยที่ติดติดตามข่าวสารได้เฮ

          แม้ว่าจะทำให้เบาใจได้  แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจสนิททีเดียว

            เพราะอาจมีการระบาดซ้ำสองขึ้นมาอีกจนมีผู้ติดเชื้อ "ไวรัสพญายม" พุ่งเป็นร้อย ๆ คนในแต่ละวันก็ได้ ถ้าประชาชนการ์ดตกด้วยความประมาท

            ด้วยเหตุฉะนี้ การที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะสิ้นสุดเดือนพฤษภาคมนี้ไปอีก 1 เดือนเป็นเดือนมิถุนายน ก็มีเหตุผล

            ซึ่งการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป ในทางการเมืองย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดาของสมองคนที่คิดอย่างกว้างไกลหรือคิดแบบตื้น ๆ

            แน่นอนรัฐบาลที่โอเคให้ต่ออายุฉุกเฉินอีกเดือน ก็เป็นความห่วงใยสุขภาพของประชาชน  ป้องกันดูแลไม่ให้มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนต้องรับเคราะห์จากเชื้อ "ไวรัสล้างโลก" ที่ยังแพร่กระจายที่ผู้คนทั้งโลกที่โชคร้ายได้รับเชื้อ "ไวรัสมัจจุราช" ไปแล้วกว่า 5 ล้านคน ณ เวลานี้

            ทว่า "ฝ่ายค้าน" โวยวายคัดค้านว่าการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยอ้างตรรกะบูด ๆ ว่าเป็นเพราะรัฐบาล "ลุงตู่" ต้องการรักษาอำนาจของตนเองต่อไปให้นานที่สุด  แต่ไม่ได้พูดถึงการระวังป้องกัน"โควิด-19" ที่ทั่วโลกยอมรับว่ายืนหนึ่งมาตลอด นอกจากตอกย้ำว่า "รัฐบาลเฮงซวย"

            จึงได้แสดงเหตุผลมั่ว ๆ ผสมกับโง่ ๆ (บ้าง) ให้ประชาชนที่มีสติสัมปชัญญะที่ได้ยินเข้าสองรูหูต้องอุทานออกมาว่า "อะไรของมันว่ะ"  หรือบางทีนักการเมืองฝ่ายค้านพูดไปแล้วอาจทำให้หัวสมองตนเองสับสนก็ได้

            มีผู้ที่คิดดีสงสัยว่า นักการเมืองฝ่ายค้านต่างมักอ้าง "ประชาชน" ตลอดเวลา  แต่ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพของประชาชนที่ยังต้องเผชิญกับการอาละวาดของเชื้อไวรัสมหาวายร้าย

            หรือเป็นเพราะ "ฝ่ายค้าน" ด่าโจมตีรัฐบาลไม่ได้สะดวกปาก และไม่สามารถปลุกกระแสให้มีการชุมนุมขับไล่ "ลุงตู่"  เพราะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นยันต์ป้องกัน!!

            การระบาดของ "โควิด-19"ทำลายล้างชีวิตมนุษยชาติอย่างหนักหน่วงในขณเนี้  มีการวิเคราะห์จากกูรูทั้งโลกหลังเชื้อมหาประลัยนี้สงบลง  ก็จะทำให้โลกทั้งใบมีการเปลี๋ยนไปแบบ "New Normal" ที่ทางราชบัญฑิตยสภาได้แปลความหมายว่า "ความปรกติใหม่" "ฐานวิถีชีวิตใหม่"

            ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 นี้เป็นวันแรกของการเปิดประชุมสภา ฯ ที่ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้านจะระดมพลกันเต็มอัตราศึกมาถกชำแหละอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทในการเยียวยาทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากพิษ"โควิด-19"

            ถ้่าวันนั้นนักการเมืองอภิปรายให้เห็นประชาชนได้ยินได้ฟังว่า ส.ส.ทุกคนมุ่งถึงผลประโยชน์ทุกด้านของประชาชนเป็นส่วนรวมก็นับว่านักการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแบบ "ความปรกติใหม่" 

            แต่ช้าแต่  ยังมีการโจมตีแบบบ "Old Normal" ที่เป็นวิถีการเมืองด้วยวิธีเก่า ๆ โบราณ  ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมใช้น้ำลายพ่นน้ำเน่าออกมาจากปากแบบเดิม ๆ

            ระยะเวลา 4 เดือนนับจากนี้ไปที่เปิดประชุมสภา ฯ ให้ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติใช้เวทีมาถกเพื่อประเทศชาติ เรา ๆ ท่าน ๆ ก็จะได้เห็นว่านักการเมืองใครคนไหนที่แสดงพฤติกรรม "Old Normal" ให้ประชาชนเบื่อหน่าย

            ท่ามกลางความหวังของประชาชนที่จะได้เห็น "ความปรกติใหม่" ของประเทศชาติให้ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ เกิดความสมดุลพอดีในการเดินหน้าต่อไป

            ทว่าพรรคการเมืองซีกรัฐบาลและฝั่งฝ่ายค้านก็เล่น "การเมือง" แบบโบราญ "Old Normal"ภายในพรรคตนเองกันสนุกสนานสำราญบานใจไม่สนความรู้สึกของประชาชนแต่อย่างไร

            พรรคแกนนำรัฐบาล "พลังประชารัฐ" ส.ส.ในพรรคประเดิมเล่นการเมืองวิธีเก่า ๆ มิใช่วิถึใหม่ โดยปล่อยข่าวขอสลับเก้าอี้แย่งชิงกันเป็นรัฐมนตรี  สร้างกระแสให้มีการปลดหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค

ต่อมาก็มีการปล่อยข่าวอีกระลอกว่า จะมีการแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่โดยใช้ชื่อว่า "พรรคสร้างไทย"!!

            อ๊ะ อ๊ะ  เรื่้องการแย่งชิงอำนาจเป็นรัฐมนตรีทำให้ ส.ส.พรรคแกนนำรัฐบาลเกิดอาการหน้ามืดตามัว จึงได้โผล่พฤติกรรมโบราณให้ผู้คนได้หัวเราะเยาะ

            ขณะเดียวกัน "พรรคเพื่อไทย" แกนนำฝ่ายค้าน มีกระแสข่าวประสงค์จะปล่อยออกมาว่า แกนนำพรรคหลายคนจะแยกตัวไปรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่

            โดยมีชื่อของ "เดอะอ้วน" ภูมิธรรม เวชยชัย  และ "เสี่ยเพ้ง" พงษ์ศักดิ์  รัตตะพงษ์ไพศาล จะแยกวงไปตั้งพรรคการเมืองใหม่คนละพรรคให้เป็นที่ระบือลือนาม

            พร้อมกันนี้"พรรคไทยรักษาชาติ"ที่ "เดอะอ๋อย" จตุรนต์ ฉายแสง เป็นที่ปรึกษาอยู่โดนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไป  ก็เตรียมที่จะรวบรวมคนดัง ๆ ที่เป็นสมาชิกพรรคมาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ให้โด่งดังเช่นกัน

            เหตุแห่งการที่ "ฝ่ายค้าน" จะแยกตัวไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้นเหมือนต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ทิศทาง "ความปรกติใหม่" แต่ดูให้ลึกดูให้ซื้งแล้วมันก็คือ "ความปรกติเก่า"

            เนื่องจาก "พรรคเพื่อไทย"ที่ชาวบ้านหลายๆ พื้นที่ยังชื่นชอบรักไม่เสื่อมคลายเลือก ส.ส.ของพรรคเข้ามาจำนวนมากกว่าใครเกินจำนวนที่ระบุไว้ในกติการัฐธรรมนูญ 60

            ทำให้พรรคไม่มี ส.ส.ที่มาจากบัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว

            จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดทางการเมือง ที่ต้องปัดฝุ่นนโยบาย "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" ออกมาดำเนินการ เพื่อสู้กับ "ลุงตู่" และพรรคร่วมรัฐบาลในศึกเลือกตั้งสมัยหน้า

            การที่คนของ"พรรคเพื่อไทย"ต้องการแยกพรรคไปอีก 2-3 พรรค ก็เพื่อที่่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้ามาสมทบกับ ส.ส.เขต เมื่อรวมกับพรรคที่แยกออกไปก็จะมีจำนวน ส.ส.มากกว่าฝ่ายพรรคการเมือง "ลุงตู่"  ซึ่งสามารถแย่งชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายกว่าเดิม!!

            อา..พฤติกรรมที่สำแดงออกมาในช่วงระยะนี้ของ "พรรคพลังประชารัฐ" แกนนำรัฐบาลที่แย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีแบบสมบัติผัสกันชมไม่อายฟ้าดิน

            และ "พรรคเพื่อไทย" แกนนำฝ่ายค้านที่จะมีคนแตกตัวออกมาตั้้งพรรคการเมืองใหม่อีก 2-3 พรรค

            ก็ไม่ใช่เป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบ "New Normal"แต่ประการใด

            โลกของเรากำลังขยับปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุค "New Normal" ไม่รู้ว่านักการเมืองของชาติประชาธิปไตยฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะปรับตัวเองใหม่ให้เป็น "ความปรกติใหม่" ได้รวดเร็วเพียงใด

          แต่ทว่านักการเมืองรัฐบาลและฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งของไทยที่ได้แสดงบทบาททั้งกายและวาจาออกมาในช่วงนี้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่สามารถเลิกนิสัยถาวร "Old Normal"ได้??

          สวัสดี ประเทศไทย!!

 

You may also like

“ดร.มนพร”หนุนเครือข่ายภาคประชาชน เปิดอบรมเครือข่ายอาสาวารี รุ่นที่ 44 นครพนม บูรณาการความปลอดภัยทางน้ำ สร้างสุข สร้างรอยยิ้ม

“ดร.มนพร