จี้รัฐตั้งบทลงโทษหน่วยงานรัฐจอมอืด ปรับตัวสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ทันตามกำหนดเวลา

จี้รัฐตั้งบทลงโทษหน่วยงานรัฐจอมอืด ปรับตัวสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ทันตามกำหนดเวลา

จี้รัฐตั้งบทลงโทษหน่วยงานรัฐจอมอืด

ปรับตัวสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ทันตามกำหนดเวลา

                 ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้อภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. …. ว่า ตนเห็นด้วยที่จำเป็นจะต้องเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐใช้ระบบที่เป็นดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ให้การทำงานมีความกระชับ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

                อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตนยังมีข้อสงสัยบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความชัดเจนของการทำงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยในมาตรา 19 ได้ระบุถึงหน่วยงานของรัฐที่ดูแลในเรื่องดิจิทัล ถึง 5 หน่วยงาน ตั้งแต่ ก.พ.ร. กฤษฎีกา สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพด) พร้อมกับระบุว่าให้ 5 หน่วยงานดังกล่าวร่วมจัดทำวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามมาตรา 6 เพื่อเสนอ ครม. ต่อไป

                ซึ่งตนได้เคยเห็นการทำงานของรัฐหลายแห่ง เวลาให้มาทำงานร่วมกันโดยไม่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น ผลสัมฤทธิ์ของงานก็มักจะไม่ค่อยเกิด เพราะแต่ละหน่วยงานก็มักจะหวงตำแหน่ง หวงงาน หวงหน้าที่ไม่อยากให้หน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีกระทรวงดิจิทัล อยู่ทั้งกระทรวง ทำให้ยิ่งไม่เข้าใจว่าบทบาทของกระทรวงนี้อยู่ที่ไหน แม้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) อาจจะขึ้นกับกระทรวงดิจิทัลก็ตาม แต่การทำงานที่ผ่านมา ขณะที่ตนเป็น กมธ. งบประมาณ ก็ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทำงานซ้ำซ้อน

                ผมยกตัวอย่างเรื่องการจัดทำระบบหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ปรากฎว่าทั้ง สพด และ สพธอ. ก็ทำงานซ้ำกัน สุดท้ายหน่วยงานหนึ่งก็ต้องหลบไป โดยที่งบประมาณ หรือบุคลากรก็สิ้นเปลืองไปอย่างมาก นี่คือตัวอย่างที่ผมอยากให้รัฐบาลมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้หน่วยงานต่างๆ ไม่ร่วมมือกัน” ดร.พิสิฐ กล่าว

                พร้อมกับฝากไปยัง กมธ. ที่จะดูเรื่องนี้ว่า ควรกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ให้ชัดเจน เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถไปทำหน้าที่ดูแลสร้างมาตรฐานเป็น regulator ในส่วนภาคเอกชน หรือธุรกิจ สำหรับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลนั้น อาจไปทำหน้าที่ในส่วนของภาครัฐ

                นอกจากนี้ในการพิจารณาร่าง งบประมาณประจำปี 2565 ตนได้ให้ความเห็นกรณี ก.พ.ร. และ สพด ว่า เป็นหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน และเมื่อสอบถาม ก็จะเห็นว่าหน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่กำหนดนโยบาย อีกหน่วยงานทำหน้าที่ขับเคลื่อน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วกำลังทำงานเดียวกัน เพราะผู้ที่จะขับเคลื่อนก็จะต้องดูเรื่องนโยบาย และนโยบาย บางครั้งก็มีการกำหนดไว้ไม่ชัดเจน สุดท้ายสิ่งที่ที่ปรึกษาทำมาก็ใช้ไม่ได้ และต้องมาทำใหม่

                ดังนั้น ดร.พิสิฐ จึงอยากฝากในเรื่องนี้ว่า ควรจะต้องดูเรื่องความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน เพื่อประหยัดงบประมาณ เพราะบุคลากรมีอยู่จำกัด โดย สพด มีวิศวกรอยู่ 300 คน สพธอ. มีประมาณ 100 คน ควรแบ่งงานกระจายหน้าที่ให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานซ้ำซ้อนกัน ขณะเดียวกันแผนระยะ 1 ระยะ 2 ที่ได้ทำไว้ โดยเฉพาะแผนระยะ 2 ที่จะทำเรื่อง inclusion การดูแลให้ทั่วถึงนั้น ตนกลับมองว่า เรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น เป็นสิ่งที่ควรจะวางไว้ตั้งแต่แผนระยะที่ 1 ซึ่งหากวางแผนให้ดีโดยดูเรื่อง inclusion เป็นหลักแล้ว ก็เชื่อว่าระบบจะดีกว่านี้อีกมาก

                ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานของรัฐ 2 หน่วยงาน ก็พบว่ายังมีปัญหาเรื่องการยึดติดกับการทำงานในรูปแบบเก่า ซึ่งก็คือระบบกระดาษ ดังนั้นจึงอยากจะสนับสนุนว่า เมื่อจะทำเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งที จะต้องเปลี่ยนความคิดให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาเปลี่ยนระบบกระดาษได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญกว่านั้นคือการกำหนดเวลาไว้ 240 วัน เพื่อให้หน่วยงานทั้ง 5 หน่วยทำข้อมูลเสนอต่อ ครม. หรือการให้หน่วยงานต่างๆ ที่รัฐกำหนด ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 90 วัน แต่หากหน่วยงานเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ตามกรอบเวลาดังกล่าว รัฐจะบังคับหน่วยงานเหล่านั้นได้อย่างไร

                พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ในปี 2561 รัฐบาลได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แต่ผ่านไป 3 ปี เมื่อไปติดต่อหน่วยงานราชการก็ยังคงเรียกขอสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนอยู่ จนกระทั่งเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีประกาศของกรมการปกครองห้ามไม่ให้มีการเรียกสำเนาบัตร และเพิ่งมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไปไม่นาน ในเรื่องนี้ ดร.พิสิฐ ยังมีความเป็นห่วงว่า แม้จะมีประกาศดังกล่าวไปแล้ว แต่หน่วยงานก็ยังไม่ปฏิบัติ ดังนั้น ตนและเพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้นำเสนอกฎหมายเพื่อให้มีบทลงโทษต่อกรณีที่หน่วยงานของรัฐเรียกสำเนาบัตรประชาชนให้ถือว่ามีความผิด ดังนั้นจึงอยากเห็นว่าในเรื่องนี้ได้มีการกำหนดบทลงโทษไว้เช่นกัน การที่เอกชนยื่นเสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมล่าช้าก็ถูกปรับ กรณีที่หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ตามเวลาที่กำหนดควรจะต้องมีความผิดประการใดบ้าง เพื่อให้นโยบายที่รัฐตั้งใจทำไว้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้

 

You may also like

มูลค่าลงทุนทองคำในไทยพุ่ง! ทำสถิติ New High ท่ามกลางสภาวะที่ผันผวน

มูลค่าลง