ส่งออกไทย ต.ค.โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
คาดว่าทั้งปีติดลบน้อยลง ไม่เกิน 1.5%
……………………………….,
- การส่งออกไทยในเดือนตุลาคม 2566 ขยายตัวได้ถึง 8.0%YoY ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องในเดือนที่ 3 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวในเดือนดังกล่าวมาจากฐานที่อยู่ในระดับต่ำของปีก่อนหน้า และการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ เติบโตได้มากถึง 13.8%YoY และการส่งออกผลไม้ไปจีนก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก อีกทั้งการส่งออกทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยก็เพิ่มขึ้นเช่นกันอันเป็นผลมาจากประเด็นความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีมุมมองว่า การส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตได้ในแดนบวก จากปัจจัยด้านฐานที่ต่ำ แม้ว่าจะยังคงเผชิญความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมีมุมมองว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยทั้งปี2566 คงจะหดตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ที่ -2.5% โดยอาจอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง-1.0%
…………………………………………..

การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2566 ขยายตัวถึง 8.0%YoY โดยเป็นการขยายตัวในเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกไทยในเดือนตุลาคม 2566 มาจากปัจจัยฐานที่อยู่ในระดับต่ำของปีก่อนหน้าโดยเฉพาะฐานการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ จึงส่งผลให้เดือนตุลาคมปีนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวได้ถึง 13.8%YoY โดยมีสินค้าสำคัญที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตได้ดีอาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ส่วนประกอบโทรศัพท์ ที่ยังมีความต้องการตามพฤติกรรมของผู้บริโภคหลังการระบาดของโควิด-19และส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์มาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดอาเซียนก็ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 12 เดือนที่ 4.5%YoY จากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นในเดือนดังกล่าว อีกทั้ง การส่งออกสินค้าไปจีนก็ขยายตัวได้เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ 3.4%YoY โดยการส่งออกผลไม้สดและแช่แข็งยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยในตลาดดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียนและมังคุด แม้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวเนื่องจากเริ่มพ้นฤดูของการส่งมอบผลไม้แล้ว
นอกจากนี้ การส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบก็ยังคงเติบโตได้ดีในตลาดรอง อาทิออสเตรเลีย และซาอุดิอาระเบีย รวมถึงการส่งออกทองคำ (ไม่ขึ้นรูป) ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการในสินทรัพย์ปลอดภัยเนื่องจาก 2ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่ก่อตัวในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2566 จากปัจจัยด้านฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้าจึงมีแนวโน้มที่การส่งออกของไทยจะเติบโตได้ในแดนบวก แม้ว่าจะยังคงเผชิญความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ซึ่งอาจเข้ามาสร้างความไม่แน่นอนให้แก่การส่งออกไทย โดยแม้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสส่งสัญญาณดีขึ้นบ้าง แต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ของหลายประเทศหลักยังคงสะท้อนภาพหดตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยฐานที่ต ่า ประกอบกับช่วงปลายปีเป็นเป็นฤดูกาลส่งออกในช่วงเทศกาล จึงน่าจะประคองให้การส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปียังขยายตัวเป็นบวกได้ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมีมุมมองว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยทั้งปี2566 คงจะหดตัวลดลงจากที่เคยประเมินไว้ที่ -2.5%โดยอาจอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง -1.0%สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรถือได้ว่าเป็ นตัวแปรสำคัญของการส่งออกของไทยในปี 2566 โดยเป็นหมวดสินค้าส่งออกเดียวที่ยังสามารถขยายตัวได้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2566 โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้สดและแช่แข็งซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 2.7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด ขณะที่จีนเป็นตลาดที่มีความส าคัญสูงสุดเนื่องจากคิดเป็น 90% ของการส่งออกสินค้าดังกล่าวทั้งหมดของไทย ซึ่งทุเรียนถือเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพในการส่งออกที่สุดของไทยในปีนี้ หลังปีก่อนหน้าการส่งออกผลไม้ของไทยอาจได้รับผลกระทบจากอุปสรรคทางด้านการขนส่งจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ของจีน และปริมาณผลผลิตในปีนี้ก็มีเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ในปี2567 การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้จากความต้องการสินค้าในตลาดดังกล่าวที่คาดว่ายังคงมีอยู่ ขณะที่ระบบขนส่งผ่านรถไฟไทย-ลาว-จีน จะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้การส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปจีนมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น โดยตัวเลขมูลค่าการส่งออกผ่านแดนทางด่านหนองคายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังเส้นทางดังกล่าวเปิดใช้งานเมื่อช่วงปลายปี 2564 ซึ่งในปี 2566 การส่งออกสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกผลไม้สดและแช่แข็ง แต่การส่งออกผลไม้ผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นเพียง 4% เมื่อเทียบกับการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทยไปจีน
อย่างไรก็ตาม การส่งออกผลไม้ไปจีนในปีหน้ามีความท้าทายมากขึ้น ดังนี้ 1) ศักยภาพในการแข่งขันของตลาดคู่แข่งอย่างเวียดนามในการส่งออกทุเรียนไปยังจีน ซึ่งไทยจะต้องรักษาสัดส่วนตลาดจีนไว้ให้ได้ และ 2) สภาพอากาศที่อาจแปรปรวนมากขึ้นจากปรากฎการณ์เอลนีโญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังต้องติดตามต่อไป

THAI
Social Links